แชงกรี-ล่า แดนขอบฟ้าที่เลือนหาย

Issued: 2004-12-20

เมื่อหลายสิบปีก่อน เจมส์ ฮิลตัน ได้เขียนนวนิยายชื่อดังเรื่อง "Lost Horizon" กล่าวถึงเหตุการณ์เครื่องบินตกและทำให้ตัวละครพลัดหลงไปในพื้นที่ส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัย ล้อมรอบด้วยยอดเขาสูงสวยงาม ผู้คนอยู่กันอย่างมีความสุข เขาเรียกพื้นที่นั้นว่า แชงกรี-ล่า (Shangri-La) ตั้งแต่นั้นมา ผู้คนจึงรู้จักคำว่าแชงกรี-ล่าในความหมายของดินแดนที่สวยงามและสงบสุขราวสวรรค์บนดิน และเริ่มตามหาว่าแชงกรี-ล่าในหนังสือคือที่แห่งใดบนโลก .. ด้วยหนังสือได้อ้างอิงถึงบริเวณเทือกเขาหิมาลัย อินเดีย เนปาล ทิเบต และจีนจึงพยายามสำรวจหาพื้นที่ประเทศของตัวเอง ท้ายที่สุดแล้ว ในปี 1997 รัฐบาลจีนได้ประกาศอย่างเป็นทางการให้ราบสูงตี๋ชิง (Diqing) เป็นพื้นที่แชงกรี-ล่า ด้วยมีลักษณะภูมิประเทศและวัฒนธรรมตรงกับในหนังสือ พร้อมกับเชิญสื่อมวลชนและบริษัทท่องเที่ยวทั่วโลกเดินทางมาพิสูจน์และจัดเส้นทางท่องเที่ยวในแชงกรี-ล่า ตั้งแต่นั้นจึงเป็นที่ยอมรับกันว่าแชงกรี-ล่าอยู่ในประเทศจีน ในปี 2002 รัฐบาลจีนเปลี่ยนชื่อเมืองจงเตี้ยน (Zhongdian) ซึ่งเป็นเมืองหลักของพื้นที่ตี๋ชิง เป็น เซียงเก๋อหลี่ลา (Xianggelila) หรือ แชงกรี-ล่า ..

ที่พูดถึงเรื่องแชงกรี-ล่านี่ก็เพราะ วันที่ 20-26 ตุลาคม 2547 ที่ผ่านมา ผม คุณพ่อ และคุณแม่ เดินทางไปเหยียบแชงกรี-ล่ากันมา :)

Day 1: กรุงเทพ - คุนหมิง

ทริปนี้ไปกับบริษัททัวร์บ้านมัคคุเทศก์ กรุ๊ปเรามีทั้งหมด 25 คน รวมไกด์ การเดินทางเราจะไปตั้งต้นที่คุนหมิง (Kunming) เมืองหลวงของมณฑลยูนนาน (Yunnan) .. ตามโปรแกรมวันนี้ออกเดินทางจากดอนเมืองแต่เช้าโดยสายการบินไชน่าอีสเทิร์น ใช้เวลาเดินทางสองชั่วโมงก็ถึงคุนหมิง .. ออกจากสนามบินได้เราก็ออกเดินทางเที่ยวกันเลย ไกด์ท้องถิ่นของเราเป็นนักเรียนไทยที่เรียนอยู่ที่คุนหมิงนี่เอง .. บ่ายวันนี้เรามุ่งหน้าสู่เขาซีซาน (Xi Shan) อยู่ห่างตัวเมืองประมาณ 15 ก.ม. ลักษณะของเขาซีซานจะคล้ายรูปผู้หญิงนอนปล่อยผมยาวทอดลงทะเลสาบ บนเขามีทางเดินเลาะผาหินไปยังประตูมังกร คนจีนมักจะเดินขึ้นเขาและไปแตะประตูมังกรด้วยเชื่อว่าเป็นสิริมงคล ประมาณว่าขออะไรก็สมหวัง คนก็เลยเยอะตามระเบียบ .. ไม่ได้ภาพดีๆ มาเลย (- -')

ลงจากเขาก็เข้าเมือง ทานข้าว แล้วก็เข้าที่พัก จบวันแรก

Day 2: คุนหมิง - ลี่เจียง

ออกจากคุนหมิงแต่เช้า ออกเดินทางไปเมืองลี่เจียง (Lijiang) โดยสายการบินไชน่าอีสเทิร์น .. 40 นาทีต่อเราก็มายืนที่เมืองลี่เจียง วันนี้เราไปภูเขาหิมะมังกรหยก (Yulong Xueshan) กัน .. ออกจากสนามบิน แวะทานข้าวเช้า และซื้อออกซิเจนกระป๋องกัน เพราะจากนี้ไปเราจะเดินทางสูงขึ้นเกินกว่าร่างกายชาวพื้นราบอย่างคนไทยจะปรับตัวได้ทัน ก็เลยจะแพ้ความสูงได้ง่ายๆ ระหว่างทาง ไกด์ท้องถิ่นโทรเช็คที่เขาหิมะมังกรหยกแล้วได้ข้อมูลมาว่าคนเยอะมาก ถ้าไปตอนนี้ก็จะเสียเวลารอคิวขึ้นเขานาน เลยจองคิวไว้ล่วงหน้า แล้วแวะชมวัดอวี้เฟิง (Yufeng) กันก่อน .. วัดอวี้เฟิงเป็นวัดลามะทิเบต (Lamasery) จุดเด่นของวัดนี้คือมีต้นคามิลเลีย (Camellia) ที่เชื่อว่าเป็นต้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก ออกดอกเยอะและนานกว่าคามิลเลียทั่วไปจนเรียกกันว่าเป็น "คามิลเลียหมื่นดอก" .. ผิดหวังเล็กน้อยตรงวันที่เราไปชมวัด ไม่เห็นซักดอก (- -') วัดลามะทิเบตแทบทุกแห่งจะห้ามถ่ายภาพภายในวิหาร บางแห่งห้ามเด็ดขาด บางแห่งต้องเสียค่าถ่ายภาพ หากเดินทางไปเองก็ต้องสอบถามก่อน ..


ออกจากวัดก็ตรงไปที่เขาหิมะมังกรหยกกัน อดีตเมื่อราว 400 ล้านปีก่อน พื้นที่แห่งนี้เป็นมหาสมุทร พอแผ่นทวีปอินเดียกับเอเชียชนกันก็เลยทำให้ดันพื้นที่แห่งนี้ขึ้นมาเป็นภูเขาสูงชัน เหนือระดับน้ำทะเลปานกลางเกือบหกกิโลเมตร ยอดเขามีหิมะปลกคลุมตลอดทั้งปี เราสามารถขึ้นเขาได้โดยใช้กระเช้าจากระดับ 3,365 เมตร สู่ความสูง 4,506 เมตรได้ .. แต่อย่างที่บอกว่าคนเยอะ ขนาดได้ลัดคิวแล้ว กว่าเราจะได้ขึ้นกระเช้าก็ต้องรอกันร่วมสองชั่วโมง.. ที่ความสูง 4,506 เมตรบนเขาหิมะมังกรหยกเป็นลานหินกว้าง มีหิมะประปราย อากาศหนาวเย็น ลมกระโชกแรง แต่อากาศเบาบางมาก แทบทุกคนมีอาการหายใจลำบาก หลายคนต้องควักกระป๋องออกซิเจนมาสูด .. ข้างบนนี้วิวสวยกว่าทิตลิสที่สวิสเซอร์แลนด์เสียอีก เพียงแต่หิมะไม่เยอะพอจะเป็นลานสกี ผมมีเวลาราวๆ สี่สิบนาทีบนนี้ มีอาการมึนหัวอยู่นิดๆ เดินถ่ายรูปไปเรื่อยจนสุดที่ 4,571 เมตร ที่จริงมีทางเดินไปสูงกว่านี้ได้ แต่เพราะใกล้เวลานัดก็เลยต้องกลับ

กรุ๊ปเราลงมาถึงด้านล่างเกือบบ่ายสี่โมง ทานข้าวแล้วก็เดินทางเข้าเมืองลี่เจียง เข้าร้านขายยาจีน (คาดว่าทางการจีนบังคับให้ทัวร์ต้องแวะ) ฟังบรรยายแพทย์แผนโบราณของจีนไป มีคนนวดเท้าให้ฟรี ยาจีนที่คนไทยรู้จักกันดีคือ "บัวหิมะ" ที่ทางการจีนเคยส่งมารักษาคนไทยตอนที่รถแก๊สระเบิด.. จบบรรยายก็มืดแล้ว เข้าที่พัก ทานอาหารเย็นที่โรงแรม หลังอาหารเย็นทัวร์เขาจัดให้ไปดูโชว์ในเมืองเก่า แต่วันนี้ตื่นเช้ามาก ประกอบกับคุณแม่มีอาการแพ้ความสูง ครอบครัวผมเลยขอตัวพักผ่อน .. เมืองลี่เจียงสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 2,400 เมตร พวกเราต้องนอนพักกันให้มากที่สุดเพื่อปรับตัวให้ทันกับความสูงสำหรับการเดินทางวันรุ่งขึ้น

Day 3: ลี่เจียง - จงเตี้ยน

เช้า ตื่นก่อนกำหนด เพราะอยากไปดูเมืองเก่า รีบทานข้าวเช้า เลยมีเวลาเกือบชั่วโมงเพื่อดูเมืองเก่าซึ่งอยู่หน้าโรงแรมพอดี .. เมืองเก่าลี่เจียงมีอายุประมาณ 800 - 1000 ปี องค์การยูเนสโกประกาศให้เมืองเก่าลี่เจียงเป็นมรดกโลก ไม่นานมานี้ลี่เจียงเคยเกิดแผ่นดินไหวแรงมากถึง 7.9 ริกเตอร์ สิ่งก่อสร้างสมัยใหม่พังทลายแทบทั้งเมือง คนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก แต่เมืองเก่าอายุนับพันปีกลับไม่เสียหายเลย .. มรดกโลกแห่งนี้มีสเน่ห์ตรงที่เขาอนุรักษ์ให้มีลักษณะเหมือน 800 ปีก่อน ถุงพลาสติกเป็นสิ่งต้องห้าม ทุกวันนี้เมืองเก่าลี่เจียงยังมีคนอาศัยอยู่ แม้อะไรๆ จะดูเก่า ดั้งเดิม แต่ธุรกิจ การค้าขายเป็นสมัยใหม่หมด ในเมืองเก่า มีบ้านพัก ผับ บาร์ ธนาคาร โรงเรียน เกสต์เฮาส์ ร้านขายของ ฯลฯ เหมือนเมืองสมัยใหม่ทั่วไป เพียงแต่จะตกแต่งตามวิถีดั้งเดิมตามวัฒนธรรมตงปา (Dongba) ของชาวน่าซี (Naxi) .. เดินถ่ายรูปจนถึงเวลาออกเดินทางถึงได้กลับโรงแรม .. มารู้เอาทีหลังว่ามีเฉพาะครอบครัวผมที่ได้เดินดูเมืองเก่าลี่เจียง คนอื่นๆ แทบไม่ได้ถ่ายรูปกันเลย บ่นเสียดายกันเป็นแถว หุๆๆ

จากโรงแรมเราออกเดินทางไปเมืองจงเตี้ยน ระหว่างทางก็แวะชมโค้งแรกแม่น้ำแยงซีเกียง (Yangtze Jiang) .. ดูแล้วไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่ แต่คนจีนเขาให้ความสำคัญมากเลยกลายมาเป็นจุดท่องเที่ยว ที่มาของเรื่องนี้ก็คือ ที่บริเวณนี้มีแม่น้ำสามสายสำคัญคือ แม่น้ำสาละวิน (Nu Jiang) แม่น้ำหลานชาง (Langcang Jiang บ้านเราเรียกเป็นแม่น้ำล้านช้าง ซึ่งก็คือแม่น้ำโขง) และแม่น้ำแยงซีเกียง ทั้งสามสายไหลขนานกัน พื้นที่ที่แม่น้ำไหลขนานกันนี้เป็นพื้นที่มรดกโลกอีกแห่งเพราะเป็นที่อยู่ของสัตว์ป่าและต้นกำเนิดของพืชจำนวนมาก ณ โค้งแรกนี้เป็นจุดที่ทำให้แม่น้ำแยงซีเกียงไหลไปทางตะวันออกแทนที่จะไหลลงทางใต้ หากแม่น้ำแยงซีเกียงไม่เลี้ยวที่ตำแหน่งนี้ ก็อาจจะไม่เกิดอารยธรรม และไม่มีประเทศจีนอย่างทุกวันนี้ .. พ้นโค้งแรกแม่น้ำแยงซีเกียงสักพักก็เข้าสู่หุบเขาเสือกระโจน (Tiger Leaping Gorge) หนึ่งในหุบเขาที่ลึกที่สุดในโลก วัดจากยอดเขาถึงหุบเขาเกือบ 4 กิโลเมตร ยาว 14 กิโลเมตร บางช่วงแคบเพียง 30 เมตร มีแม่น้ำทรายทอง (Jinsha Jiang) ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำแยงซีเกียงไหลผ่าน ..

การจะไปหุบเขาเสือกระโจนไปได้สองทาง คือฝั่งเขาฮาป๋า (Haba) กับเขาหิมะมังกรหยก ปกติแล้วการเดินทางจะไปทางฝั่งเขาฮาป๋า แต่ปรากฏว่าไม่นานมานี้เส้นทางถล่ม ทางการเลยปิดเส้นทางนั้นและใช้เส้นทางฝั่งเขาหิมะมังกรหยกซึ่งต้องเดินเท้าราวๆ สามกิโลเมตร ระหว่างเดินก็ต้องระวังหินหล่นจากเขา มีป้ายเตือนห้ามหยุดเดินเป็นระยะๆ เจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยต้องคอยดูแลนักท่องเที่ยวตลอดเส้นทาง ที่หุบเขาเสือกระโจนนี้เป็นจุดที่แคบที่สุด น้ำไหลแรง ปะทะหินกลางน้ำสาดกระเซ็นตลอดเวลา นักท่องเที่ยวเยอะ เบียดเสียดแย่งกันถ่ายรูปกับหลักบอกความลึกจนเจ้าหน้าที่ต้องคอยจัดคิว .. อย่างว่าล่ะประเทศเขาคนตั้งพันกว่าล้านนี่นะ

เดินทางต่อถึงเมืองจงเตี้ยนใจกลางของแชงกรี-ล่าเวลาเย็นๆ เมืองจงเตี้ยนอยู่สูง 3,300 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ที่นี่อาการหายใจลำบากเริ่มออกฤทธิ์แล้ว หายใจลึกสุดๆ ก็ยังรู้สึกเหมือนอากาศไม่พอหายใจ หัวใจเต้นถี่เกินร้อยครั้งต่อนาที เรียกว่าอยู่เฉยๆ ก็มีสภาพเหมือนออกกำลังกาย

Day 4: จงเตี้ยน - เต๋อชิง

เช้านี้อากาศหนาวมาก เคาน์เตอร์โรงแรมขึ้นบอร์ดบอกไว้ว่าวันนี้ 5 - 12 'C .. นอกโรงแรม แม่คะนิ้งเกาะใบหญ้าขาวโพลนไปทั้งลาน วันนี้เราจะเดินทางสู่เมืองเต๋อชิง เมืองเหนือสุดของมณฑลยูนนาน เป็นเมืองสุดท้ายก่อนจะข้ามสู่เขตปกครองตนเองทิเบต .. ออกจากจงเตี้ยนไม่กี่กิโลเราก็แวะชมทะเลสาบนาปา (Napa Hai) ที่แทบไม่มีน้ำสักหยด จากนั้นก็เริ่มต้นเส้นทางใต่ขอบฟ้า ทิวทัศน์สวยตลอดทาง โดยเฉพาะในฤดูใบไม้ร่วงนี้จะเห็นใบไม้เปลี่ยนสี บ่ายหลังทานข้าวแล้ว

เราแวะชมวัดตงจู๋หลิน (Dongzhulin) วัดลามะนิกายหมวกเหลืองที่สำคัญที่สุดของพื้นที่นี้ นับเป็นวัดศักดิ์สิทธิ์และเป็นวัดหลักในการประกอบพิธีต่างๆ ของนิกายหมวกเหลือง .. แวะชมเขาไป๋หม่าง (Baimang Xueshan) เขตรักษาพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดของยูนนาน แล้วเดินทางต่อ ถึงเมืองเต๋อชิงตอนเย็นๆ

เต๋อชิงเป็นเมืองกลางหุบเขา ล้อมรอบด้วยเขาสูงรอบด้าน โดยมีด้านหนึ่งเป็นเทือกเขาหิมะเหม่ยลี่ (Meili Xueshan) หรือ คาวาคาโป (Kawa Karpo) ในภาษาทิเบต เขาเหม่ยลี่มียอดสูง 13 ยอดเรียกว่ายอดเขาโอรสสวรรค์ (Taizi Shisan Feng) ยอดสูงสุดที่ 6,740 เมตร ชื่อคาเกโบ (Kagebo) ซึ่งนับเป็น1 ใน 8 ยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ของชาวทิเบตที่ชาวทิเบตปรารถนาจะมาแสวงบุญอย่างน้อยก็ครั้งนึงในชีวิต .. หากนับทิเบตเป็นหลังคาโลก เทือกเขาเหม่ยลี่ก็นับเป็นชายคา เพราะเป็นส่วนขอบของเทือกเขาหิมาลัยฝั่งจีน เมืองเต๋อชิงสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 3,400 เมตร อากาศหนาวเย็น แต่คืนนี้อุ่นสบายด้วยเตียงไฟฟ้า (^^)

Day 5: เต๋อชิง - จงเตี้ยน

วันนี้ต้องตื่นเช้ามากๆ เพราะต้องเดินทางไปเทือกเขาเหม่ยลี่แต่เช้า .. ประมาณเจ็ดโมงครึ่ง เรามาถึงตีนเขาเหม่ยลี่ นั่งฬ่อขึ้นเขาราวชั่วโมงครึ่งเพื่อชมธารน้ำแข็งหมิงหย่ง (Mingyong Glacier) .. ธารน้ำแข็งนี้ทอดยาวเกือบๆ 12 กิโลเมตรจากยอดคาเกโป กินพื้นที่ราวๆ 13 ตารางกิโลเมตร เป็นต้นน้ำของแม่น้ำโขง .. นอกจากความใหญ่โตของธารน้ำแข็งนี้แล้ว ความแปลกอีกอย่างของธารน้ำแข็งนี้คืออยู่ในพื้นที่ค่อนข้างต่ำเพียงสองพันกว่าเมตรจากระดับน้ำทะเล .. เราใช้เวลาที่นี่ราวหนึ่งชั่วโมง ทางเดินชมธารน้ำแข็งสะดวกสบายมาก ที่ชั้นสูงสุดชาวทิเบต ก่อนจะลงจากเขาด้วยฬ่อเหมือนเดิม สนุกสนาน ได้รับความปวดเมื่อยไปตามๆ กัน

ออกเดินทางกลับไปจงเตี้ยน แวะชมเจดีย์ 9 องค์ อนุสรณ์ที่สร้างให้ทีมนักไต่เขาจีน-ญี่ปุ่นที่เสียชีวิตจากความพยายามพิชิตยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ .. และแวะวัดเฟ่ยหลาย (Feilai) วัดพุทธนิกายวัชรยานที่สำคัญของพื้นที่แถบนี้ .. ถึงจงเตี้ยนสองทุ่ม ทานมื้อเย็น เข้าที่พัก นอน พรุ่งนี้ตื่นเช้าอีกครั้งเพื่อให้ทันเครื่องบิน

Day 6: จงเตี้ยน - คุนหมิง

เช้า ออกเดินทางโดยสายการบินไชน่าอีสเทิร์น กลับคุนหมิง ออกจากสนามบิน เดินทางมุ่งหน้าสู่ป่าหินใหม่ของคุนหมิง ระหว่างทางแวะร้านขายมุก รับรองโดยทางการจีน คนขายพูดไทยได้หมดทุกคน คุณป๋าประจำทัวร์ซื้อไปสี่พันกว่าหยวน ได้ของแถมมาเพียบ .. ถึงไปเที่ยวป่าหินใหม่ของคุนหมิง ไม่สวยเท่าป่าหินเดิม และพื้นที่ไม่ใหญ่โตอลังการ แต่มีจุดเด่นที่ถ้ำเมฆขาว จัดแสงสีสวยงาม คนไม่มาก เพราะเพิ่งเปิดให้เป็นจุดท่องเที่ยวเมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง .. ป่าหินเคยเป็นพื้นที่มหาสมุทรเมื่อ 270 ล้านปีก่อน และเกิดการยกตัวของเปลือกโลก หินปูนใต้ทะเลรูปร่างประหลาดๆ เลยโผล่มาให้เห็นบนพื้นดิน กลับเข้าเมืองแวะชิมชา และซื้อชา ตามระเบียบ ชาที่มีชื่อของที่ยูนนานคือชาผู่เอ้อ (Pu'er) ทานเอาชุ่มคอก็ได้ หรือจะทานบำรุง เป็นยารักษาก็ได้ นอกจากนี้ก็ยังมีชาอื่นๆ อีก 4 แบบ .. เพิ่งเคยกินชาอร่อยก็ที่นี่เอง

เย็นทานข้าว แพ็คของ พรุ่งนี้จะเดินทางกลับแล้ว

Day 7: คุนหมิง - กรุงเทพ

เช้าวันนี้ยังได้ไปเที่ยวอีกแห่งคือวัดหยวนทง เป็นวัดอายุ 1200 ปีแล้ว และมีความสำคัญกับคนไทยตรงที่ในหลวงเคยพระราชทานพระพุทธชินราชจำลองให้กับจีน ทางการจีนเลือกให้อัญเชิญมาที่วัดหยวนทงเพราะอยู่ใกล้ประเทศไทย และมีคนไทยเดินทางมาคุนหมิงกันเยอะ .. จากวัดหยวนทงก็แวะร้านผ้าไหมจีน มีแฟชั่นโชว์เล็กๆ ให้ดูด้วย ผ้าไหมจีนแปลกตรงที่ตัวไหมจะมีสองตัวต่อรัง เส้นไหมจะเล็ก ทอได้บางเบา แต่เหนียวแข็งแรง ราคาสูงเอาเรื่อง คุณป๋าประจำทัวร์ก็ซื้อผ้าห่มไหมไปสามผืน ห้าพันกว่าหยวน (- -')

ก่อนกลับทานมื้อเที่ยงเป็นก๋วยเตี๋ยวข้ามสะพาน หนึ่งในอาหารประจำเมืองคุนหมิง 15.40 เครื่องบินออกเดินทางกลับกรุงเทพ ถึงดอนเมือง 16.40 เวลาเมืองไทย เป็นอันสิ้นสุดการเดินทางตามหาดินแดนสุดขอบฟ้า

อื่นๆ ..

ทริปนี้ที่ต้องเตือนกันตลอดคือ โรคแพ้ความสูง (Altitude sickness) เกิดจากการขึ้นที่สูงซึ่งมีอาการเบาบางเร็วเกินกว่าร่างการจะปรับตัวได้ทัน พออากาศบางก็มีออกซิเจนน้อย และอาจจะไม่เพียงพอสำหรับคนพื้นราบที่ไม่คุ้นเคย อาการคนแพ้ความสูงมีตั้งแต่ วิงเวียน ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน ไอ หอบ จนถึงหมดสติ เสียชีวิต เพราะสมองและกล้ามเนื้อขาดออกซิเจน เพื่อป้องกันการแพ้ความสูงแล้วโดยทั่วไปไม่ควรเปลี่ยนความสูงเกิน 300 เมตร/วัน การปรับตัวเพื่อป้องกันโรคแพ้ความสูง คือนอนมากๆ ดื่มน้ำเยอะๆ หากมีอาการอาจทานยาแก้ปวดเพื่อลดอาการ แต่ไม่ควรทานยาที่ไม่เคยทาน การแพ้ความสูงเกิดได้กับทุกเพศ ทุกวัย และทุกสภาพร่างกาย .. คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำอาจจะช่วยให้มีอาการแพ้ความสูงน้อยกว่า เพราะร่างกายใช้ออกซิเจนได้มีประสิทธิภาพมากกว่า แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะไม่แพ้

อาหาร อาหารจีนในประเทศจีนมักจะเค็ม หรือไม่ก็จีดไปเลย คนจีนไม่ทานเปรี้ยว และถ้าเป็นเขตหนาวก็จะทานอาหารมันมากเพื่อจะได้มีพลังงานสร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย

ห้องน้ำ ขึ้นชื่อลือชาเหลือเกิน ทุกวันนี้ห้องน้ำสาธารณะของจีนก็ยังไม่ปรับปรุงไปเท่าไหร่ ไม่ว่าชายหรือหญิง ยังเป็นรางหมูกั้นคอก มีประตูบ้าง ไม่มีประตูบ้าง มีประตูก็อาจจะไม่มีกลอน มีกลอนก็อาจจะใช้ไม่ได้ และห้องน้ำสาธารณะทุกแห่งค่อนข้างสกปรก แม้แต่ห้องน้ำสนามบินก็ไม่น่าไว้ใจนัก ห้องน้ำในห้องพักของโรงแรมดีที่สุดแล้วล่ะ คำแนะนำคือไม่ควรกินน้ำครั้งละเยอะๆ แต่ให้ถือขวดน้ำติดตัวตลอด จิบทีละนิดๆ ตลอดทั้งวัน จะได้ไม่ขาดน้ำและไม่ปวดห้องน้ำด้วย มื้อเย็นและก่อนนอนดื่มน้ำเยอะๆ ได้เพราะอยู่ใกล้ห้องน้ำอยู่แล้ว

ทิป ไกด์ท้องถิ่น เป็นประเพณีที่ต้องทิป 10-20 หยวน/วัน/คน ร้านของทางการจีนที่มีบริการอะไรฟรี ไม่ต้องทิปก็ได้

ภาษา จีนกลาง (Mandarin) เป็นหลัก ร้านขายของตามสถานที่ท่องเที่ยวอาจพูดภาษาไทยได้ ภาษาอังกฤษแทบไม่มีประโยชน์เลย

ต่อรองราคา แผงขายของทั่วไปต่อ 50 - 80% แผงขายพวกนี้ต้องกล้าต่อราคา ในคณะมีคนต่อราคาแว่นอันละ 100 หยวน เหลือ 20 หยวน กะว่าเป็นการตัดรำคาญ คนขายจะได้เลิกตื้อ ปรากฏว่าคนขายยอมขายหน้าตาเฉย เลยจำต้องซื้อเพราะกำหนดราคาเอง .. ร้านของทางการจีนต่อได้ราวๆ 20-30%


มีผู้เยี่ยมชมหน้านี้ 10318 ครั้ง

Copyright © 1998-2009 kitty.in.th.
Powered by SimpleWeb v.0.0.3